Inbound และ Outbound คืออะไร? หัวใจสำคัญที่คนทำธุรกิจต้องรู้

inbound outbound คืออะไร

สำหรับคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ เชื่อว่าต้องเคยได้ยินคำว่า Inbound และ Outbound ผ่านหูกันมาบ้างใช่ไหมครับ แต่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า Inbound และ Outbound คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรกับการทำธุรกิจ และ 2 คำนี้แตกต่างกันอย่างไรกันแน่ บทความนี้ Passpack Fulfillment จะพามาเจาะลึกแบบเข้าใจง่ายว่า Outbound กับ Inbound คืออะไร เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปปรับใช้จัดการระบบหลังบ้านให้ปังยิ่งขึ้นครับ

Key Takeaway

  • Inbound คือกระบวนการจัดการสินค้าขาเข้า ตั้งแต่การรับสินค้า ตรวจสอบจำนวนและคุณภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บเข้าคลังอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ข้อมูลสต็อกถูกต้องและพร้อมสำหรับการขาย
  • Outbound คือกระบวนการจัดการสินค้าขาออก เริ่มตั้งแต่รับคำสั่งซื้อ หยิบสินค้า แพ็กสินค้า และจัดส่งถึงมือลูกค้า โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
  • ระบบ Inbound และ Outbound ที่ดีช่วยลดต้นทุนแฝงของธุรกิจ ทั้งปัญหาสต็อกคลาดเคลื่อน การหยิบสินค้าผิด และการจัดส่งล่าช้า พร้อมช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

สารบัญบทความ 

ทำความรู้จัก Inbound และ Outbound คืออะไร

outbound คืออะไร

ในอุตสาหกรรมงานโลจิสติกส์และคลังสินค้า Inbound และ Outbound คือ 2 กระบวนการหลักที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเข้าใจ เพื่อบริหารสต็อกและจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างถูกต้อง โดย Inbound และ Outbound มีนิยามดังนี้

Inbound (ระบบสินค้าขาเข้า) 

กระบวนการ Inbound คือ การจัดการโลจิสติกส์ขาเข้า หรือการรับสินค้าเข้าคลังนั่นเองครับ โดยเริ่มตั้งแต่คลังสินค้ารับของเข้ามา ตรวจสอบ QC เช็กจำนวน ตรวจเลข LOT หรือวันหมดอายุเพื่อความถูกต้องเรียบร้อยก่อนนำเข้าเก็บ

จากนั้นจะบันทึกข้อมูลสินค้าลงระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) พร้อมติดบาร์โค้ด ซึ่งเชื่อมกับ OMS คือระบบจัดการคำสั่งซื้อและสต็อกจากทุกช่องทางขาย แล้วจึงนำสินค้าไปจัดเก็บตาม Location ที่กำหนดไว้อย่างเป็นระเบียบ

Outbound (ระบบสินค้าขาออก) 

ส่วน Outbound คือการจัดการโลจิสติกส์ขาออก โดยเริ่มตั้งแต่คลังสินค้าดึงข้อมูลคำสั่งซื้อเพื่อทำการหยิบสินค้า นำมาตรวจสอบความถูกต้องก่อนเริ่มการแพ็คสินค้าลงกล่องพัสดุ แล้วจึงส่งมอบให้ขนส่งเพื่อนำส่งถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็วและไม่ตกหล่น ช่วยเพิ่มความประทับใจให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับการซื้อของ

Inbound และ Outbound แตกต่างกันอย่างไร

แม้ Inbound และ Outbound จะเป็นกระบวนการที่ทำงานต่อเนื่องกัน แต่ทั้ง 2 ก็มีหน้าที่และขั้นตอนการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนี้

เปรียบเทียบ  Inbound (ขาเข้า)  Outbound (ขาออก) 
เป้าหมาย นำสินค้าเข้ามาตรวจรับและจัดเก็บในคลัง พร้อมบันทึกข้อมูลสต็อกในระบบอย่างถูกต้อง หยิบ แพ็ก และจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปยังลูกค้าปลายทาง
จุดเริ่มต้น เริ่มเมื่อซัพพลายเออร์หรือร้านค้าส่งสินค้าเข้ามายังคลัง เริ่มเมื่อมีคำสั่งซื้อ (Order) เข้ามาจากลูกค้า
ขั้นตอนสำคัญ ตรวจรับสินค้า, QC, คีย์ข้อมูลสต็อก และจัดเก็บเข้าเชลฟ์ ดึงออเดอร์, หยิบสินค้า, แพ็ค และจัดส่ง
ใครบ้างที่เกี่ยวข้อง ผู้ผลิต, ร้านค้า และทีมจัดการคลังสินค้า ทีมคลังสินค้า, บริษัทขนส่ง และลูกค้าปลายทาง

กระบวนการ Inbound ในคลังสินค้าทำงานอย่างไร

กระบวนการ Inbound Logistics เป็นขั้นตอนการรับสินค้าเข้าคลัง ตั้งแต่การตรวจนับจำนวน ตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการจัดเก็บสินค้าให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ข้อมูลสต็อกถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง และช่วยให้การจัดการสินค้าภายในคลังเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมี 3 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

1. รับสินค้าเข้าคลัง

เริ่มจากการนัดหมายรับสินค้าจากผู้จัดส่งหรือซัพพลายเออร์ เมื่อสินค้ามาถึงคลัง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสภาพภายนอกของพัสดุ นับจำนวน และเปรียบเทียบข้อมูลกับเอกสารนำส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับสินค้าครบถ้วนและตรงตามรายการ ก่อนนำเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียด

2. ตรวจสอบคุณภาพและจำนวน

หลังจากรับสินค้าเข้ามาแล้ว เจ้าหน้าที่คลังจะทำการตรวจนับจำนวนสินค้าอย่างละเอียด ทำการตรวจสอบ QC เช็กสภาพความสมบูรณ์ คัดแยกสินค้าชำรุด รวมถึงคีย์ข้อมูลสำคัญ เช่น เลข Lot หรือวันหมดอายุ เข้าระบบคลังสินค้า พร้อมทำการติดบาร์โค้ดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปอย่างแม่นยำ

3. จัดเก็บเข้าชั้นวาง

เมื่อตรวจสอบและบันทึกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว สินค้าจะถูกนำไปจัดเก็บตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ในระบบคลังสินค้า โดยแยกประเภทและจัดวางให้เหมาะกับลักษณะสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ค้นหาและหยิบสินค้าได้สะดวก ช่วยลดเวลาในการทำงานและลดโอกาสหยิบสินค้าผิดเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา

การจัดการ Inbound อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางช่วยลดปัญหาสต็อกคลาดเคลื่อนและทำให้ขั้นตอนการแพ็กและจัดส่งสินค้าทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าจำนวนมาก การใช้บริการ Fulfillment เข้ามาช่วยดูแลการรับสินค้า จัดเก็บ และจัดการสต็อก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดภาระงานหลังบ้านและเพิ่มความแม่นยำในการบริหารคลังสินค้า

กระบวนการ Outbound ในคลังสินค้าทำงานอย่างไร

กระบวนการ Outbound Logistics เป็นขั้นตอนจัดการสินค้าขาออกเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา ตั้งแต่การหยิบสินค้า แพ็กสินค้า ไปจนถึงส่งมอบให้บริษัทขนส่ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าถูกต้องและตรงตามกำหนด

1. หยิบสินค้าตามออเดอร์ (Picking)

เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายการสินค้าและหยิบสินค้าจากตำแหน่งจัดเก็บที่ระบุไว้ในระบบ โดยเช็กประเภทและจำนวนสินค้าให้ตรงกับออเดอร์ เพื่อป้องกันการหยิบสินค้าผิดและช่วยให้การเตรียมจัดส่งรวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าที่เพิ่งเริ่มต้นหรือธุรกิจที่มีออเดอร์จำนวนมาก

2. แพ็คสินค้า (Packing) 

หลังจากหยิบสินค้าครบตามออเดอร์แล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง ก่อนเลือกกล่องหรือซองพัสดุให้เหมาะกับขนาดและประเภทสินค้า พร้อมใช้วัสดุกันกระแทกตามความจำเป็น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะเสียหายระหว่างขนส่ง จากนั้นจึงปิดผนึกและติดฉลากจัดส่งให้พร้อมส่งมอบ

3. จัดส่งถึงมือลูกค้า (Shipping)

ขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งมอบพัสดุให้บริษัทขนส่ง เพื่อนำสินค้าไปจัดส่งถึงมือลูกค้าตามที่อยู่ปลายทาง โดยอาจใช้บริการรถเข้ารับพัสดุจากคลังสินค้า หรือเลือกส่งแบบ Drop Off ที่จุดรับพัสดุของบริษัทขนส่ง ทั้งนี้ การตรวจสอบข้อมูลจัดส่งและส่งมอบพัสดุภายในเวลาที่กำหนด จะช่วยลดปัญหาการจัดส่งล่าช้าและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

สำหรับเจ้าของธุรกิจออนไลน์ที่กำลังวางแผนว่าจะขายของออนไลน์อะไรดี นอกจากการเลือกสินค้าที่มีโอกาสขายได้แล้ว การเตรียมระบบ Outbound ให้พร้อมตั้งแต่เริ่มต้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้ร้านค้ารองรับออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเป็นระบบ ลดความผิดพลาดในการแพ็กสินค้า และส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด

ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องมีระบบ Inbound-Outbound ที่ดี

ทำไมธุรกิจต้องมีระบบ Inbound Outbound

เมื่อธุรกิจออนไลน์มียอดขายเพิ่มขึ้น งานหลังบ้านก็มักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งการรับสินค้า เช็กสต็อก แพ็กสินค้า และจัดส่งออเดอร์ การมีระบบ Inbound และ Outbound ที่ดีจึงช่วยให้ธุรกิจจัดการงานเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ ลดความผิดพลาด และรองรับออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลดปัญหาสต็อกคลาดเคลื่อนจากการรับสินค้าเข้าคลัง การตรวจนับและบันทึกข้อมูลสินค้าตั้งแต่ขั้นตอน Inbound ช่วยให้จำนวนสต็อกในระบบตรงกับสินค้าจริงมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการขายสินค้าเกินจำนวนที่มี หรือพลาดโอกาสขายเพราะข้อมูลแสดงว่าสินค้าหมด ทั้งที่ยังมีสินค้าอยู่ในคลัง
  • จัดการออเดอร์จากหลายช่องทางได้คล่องตัวขึ้น เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามาพร้อมกันจากหลายแพลตฟอร์ม ระบบ Outbound ที่เป็นระเบียบจะช่วยให้ทีมงานหยิบ แพ็ก และเตรียมจัดส่งสินค้าได้ตามลำดับ ลดความสับสนและปัญหาแพ็กสินค้าไม่ทัน โดยเฉพาะช่วงแคมเปญที่มียอดสั่งซื้อจำนวนมาก
  • ลดต้นทุนแฝงจากความผิดพลาดในการจัดส่ง การหยิบสินค้าผิดรุ่น แพ็กสินค้าไม่เหมาะสม หรือส่งพัสดุผิดออเดอร์ อาจทำให้ร้านค้าต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งค่าขนส่งคืนสินค้าและค่าแพ็กสินค้าใหม่ การจัดการคลังสินค้าอย่างเป็นระบบจึงช่วยลดความผิดพลาดและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น
  • สร้างความน่าเชื่อถือและความประทับใจให้ลูกค้า การจัดส่งสินค้าถูกต้อง ครบถ้วน และตรงตามกำหนด ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีในการซื้อสินค้า ลดปัญหาการร้องเรียน และเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำหรือแนะนำร้านค้าให้ผู้อื่น
  • วางแผนสต็อกและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ข้อมูลสินค้าคงเหลือและรายงานการจัดส่งที่ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นภาพรวมการขาย วิเคราะห์สินค้าขายดี และวางแผนเติมสต็อกได้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต

เลือกบริการ Fulfillment ที่มีระบบ Inbound-Outbound ครบวงจรอย่างไรดี

การเลือกบริการ Fulfillment ไม่ควรพิจารณาเพียงพื้นที่จัดเก็บสินค้าหรือค่าบริการเท่านั้น แต่ควรมองถึงระบบจัดการสินค้าและคำสั่งซื้อด้วย เพราะผู้ให้บริการที่มีกระบวนการ Inbound และ Outbound อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดภาระงานหลังบ้านและรองรับการเติบโตของธุรกิจได้ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ดังนี้

ระบบ OMS/WMS เชื่อมต่อแพลตฟอร์มขายอัตโนมัติหรือไม่

ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีระบบจัดการคำสั่งซื้อ (OMS) และระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) ที่สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มขายออนไลน์ที่ธุรกิจใช้งานได้ เพื่อช่วยรวบรวมออเดอร์ อัปเดตจำนวนสินค้า และติดตามสถานะการจัดส่งอย่างเป็นระบบ ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำ ๆ และความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยตัวเอง โดยควรตรวจสอบว่าแต่ละระบบรองรับการเชื่อมต่อและอัปเดตข้อมูลอัตโนมัติในส่วนใดบ้าง

ทำเลคลังสินค้าสะดวกต่อการจัดส่งหรือไม่ 

ทำเลคลังสินค้าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วและบริหารต้นทุนขนส่งได้อย่างคุ้มค่า โดยควรเลือกคลังสินค้าที่เดินทางสะดวกและเชื่อมต่อกับเส้นทางขนส่งหลักได้ง่าย อย่าง Passpack Fulfillment ที่มีคลังสินค้าในย่านพระราม 3 ซึ่งสะดวกต่อการกระจายสินค้าในกรุงเทพฯ รองรับความต้องการจัดส่งด่วน รวมถึงการจัดส่งสินค้าไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ช่วยให้ธุรกิจวางแผนการขนส่งได้คล่องตัวและควบคุมค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดส่ง

มีข้อจำกัดเรื่องจำนวน SKU หรือไม่

สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหลายประเภท หลายสี หรือหลายขนาด ควรตรวจสอบว่าผู้ให้บริการรองรับจำนวน SKU หรือรหัสสินค้าแต่ละรายการได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงมีระบบแยกจัดเก็บและติดตามสต็อกอย่างไร เพราะการจัดการ SKU ที่ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนรับสินค้าเข้าคลัง จะช่วยลดปัญหาหยิบสินค้าผิดรุ่นหรือผิดขนาด นอกจากนี้ ควรสอบถามค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขเมื่อมี SKU เพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถวางแผนขยายรายการสินค้าได้อย่างเหมาะสม

จัดการ Inbound Outbound ให้เป็นระบบ ลดภาระงานหลังบ้านด้วยบริการจาก Passpack Fulfillment

การบริหารคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของระบบ Inbound และ Outbound ตั้งแต่การรับสินค้า ตรวจนับ จัดเก็บ ไปจนถึงการหยิบ แพ็ก และจัดส่งถึงมือลูกค้า การวางระบบที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจจัดการสต็อกได้แม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาดและต้นทุนแฝง พร้อมสร้างความประทับใจให้ลูกค้าผ่านการจัดส่งสินค้าที่ถูกต้องและตรงเวลา ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อซ้ำ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการลดภาระงานหลังบ้าน ขอแนะนำบริการดี ๆ จาก Passpack Fulfillment ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยดูแลด้วยบริการเก็บ แพ็ก ส่งสินค้าแบบครบวงจร มีทีมแพ็กมืออาชีพที่ใส่ใจทุกขั้นตอน พร้อมระบบจัดการสต็อกและติดตามสถานะออเดอร์แบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้เจ้าของธุรกิจตรวจสอบข้อมูลได้ทุกที่ ลดภาระการดูแลคลังสินค้าและการแพ็กสินค้าด้วยตัวเอง ทำให้มีเวลาวางแผนการขาย ดูแลลูกค้า และต่อยอดโอกาสการเติบโตของธุรกิจได้มากขึ้น

สนใจบริการเก็บสต็อค-แพ็ค-ส่งสินค้าแบบครบวงจร ติดต่อเราได้เลยที่ Line @Passpack

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ inbound outbound

ถ้า Inbound หรือ Outbound ผิดพลาด จะเกิดผลกระทบอะไรกับธุรกิจ

หากกระบวนการ Inbound ผิดพลาด อาจทำให้จำนวนสต็อกคลาดเคลื่อน ค้นหาสินค้าไม่พบ หรือขายสินค้าเกินจำนวนที่มีอยู่จริง ส่วนความผิดพลาดในขั้นตอน Outbound อาจทำให้หยิบสินค้าผิด แพ็กสินค้าไม่ทัน หรือจัดส่งล่าช้า ส่งผลให้ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการคืนสินค้า และอาจกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้า

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องมีระบบ Inbound-Outbound แยกต่างหากไหม

ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์แยกสำหรับ Inbound และ Outbound แต่ควรกำหนดขั้นตอนรับสินค้า จัดเก็บ หยิบ แพ็ก และจัดส่งให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อช่วยลดความผิดพลาดในการจัดการสต็อก ทำงานได้สะดวกขึ้น และเตรียมพร้อมรองรับจำนวนออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

Inbound และ Outbound เกี่ยวข้องกับคำว่า OMS และ WMS อย่างไร

ระบบ WMS (Warehouse Management System) ทำหน้าที่จัดการงานภายในคลังสินค้า ทั้งการรับและจัดเก็บสินค้าในขั้นตอน Inbound รวมถึงการหยิบและแพ็กสินค้าในขั้นตอน Outbound ส่วนระบบ OMS (Order Management System) ใช้รวบรวมและจัดการคำสั่งซื้อจากช่องทางขายต่าง ๆ โดยทั้งสองระบบสามารถทำงานเชื่อมต่อกันเพื่อช่วยจัดการออเดอร์ อัปเดตสต็อก และติดตามสถานะการจัดส่งได้อย่างเป็นระบบ

สามารถเช็กสถานะ Inbound หรือ Outbound ของสินค้าได้จากที่ไหน

สามารถติดตามสถานะผ่านระบบจัดการคลังสินค้าหรือช่องทางที่บริการ Fulfillment จัดไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะสินค้าเข้าคลัง การตัดสต็อก หรือเลขติดตามพัสดุสำหรับจัดส่งครับ

ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบดูแลงาน Inbound และ Outbound ในธุรกิจ

หากธุรกิจบริหารคลังสินค้าเอง งาน Inbound และ Outbound จะเป็นหน้าที่ของทีมคลังสินค้าและผู้รับผิดชอบการจัดส่ง แต่หากต้องการลดภาระงานหลังบ้าน สามารถเลือกใช้บริการจาก Passpack Fulfillment ที่ช่วยดูแลตั้งแต่การรับสินค้า จัดเก็บ จัดการสต็อก ไปจนถึงการแพ็กและจัดส่งตามขอบเขตบริการที่ตกลงกัน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจมีเวลาไปดูแลการขายและขยายธุรกิจได้มากขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *